Uncategorized

การคัดเลือกสายพันธุ์

     ผลผลิตจะดีหรือไม่ ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ สายพันธุ์ดี ดูแลดี ผลลิตย่อมออกมาดี กากเมล็ดพันธุ์ไม่ดีต่อให้ดูแลดีก็สู้สายพันธุ์ที่ดีไม่ได้ นอกจากจะได้ผลลิตไม่ดียังจำหน่ายไมได้ราคา ที่สำควรจะได้อีกด้วย เสียเงินทุนและเวลาไปโดยเปลาประโยชน์ ดังนั้นก่อนปลูกเมล่อน เกษตรกรควรศึกษาเรื่องสายพันธุ์ให้ดี ทั้งข้อดีและข้อเสีย ควรเลือกสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคและแมลง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เป็นที่ต้องการของตลาด เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ การปรึกษาและสอบถามจากผู้รู้หรือผู้ขายเมล็ดพันธุ์ถือว่ามีส่วนสำคัญเลยทีเดียว

 

การเตรียมโรงเรือน

วัสดุและอุปกรณ์

  • ท่อเหล็กขนาด 1 นิ้วสำหรับทำโครง
  • พลาสติกใสหนา 200 ไมครอน สำหรับทำหลังคา
  • มุ้งตาถี่ 400 ตาต่อ 1 ตารางนิ้ว ขนาดหน้ากว้าง 3 เมตร
  • ตัวล็อค

 

โรงเรือนเมล่อนสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งหลังคาโค้งหลังคาจั่วและแบบ ก.ไก่ ควรหันด้านหลังอยู่ทิศตะวันตก เพื่อให้แสงแดดส่องตลอด แสงแดดจะช่วยให้พื้นโรงเรือนแห้งไม่อับชื้นปลอดภัยจากโรครากเน่าโคนเน่า ไม่ควรปลูกโรงเรือนขวางตะวันเพราะจะทำให้เมล่อนบังแสงกันเอง ต้นเมล่อนจะได้รับแสงแดดเพียงแถวเดี่ยว ส่วนแถวอื่นที่อยู่ถัดไปจะถูกเงาบัง ทำให้ต้นที่ได้รับแสงเจริญเติบโตเพียงแถวเดียว ส่วนแถวที่โดนยังจะไม่โต

ข้อเสียการปลูกเมล่อนด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์

  1. ต้นทุนค่าปุ๋ยค่อนข้างสูง
  2. ต้องรอคอยระวังเรื่องความชื้น อาหารรากเน่า โคนเน่าที่จะพบในช่วงปลายของการปลูก แต่เมื่อเทียบกับการปลูกในดินแล้วก็ยังถือว่าจัดการได้ง่ายกว่า
  3. ขนาดของผลจะเล็กกว่าการปลูกลงดิน

      ลักษณะของสายพันธุ์เมล่อนคิโมจิ

      คิโมจิเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้ ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองไทย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25-35 C ขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางทีในหน้าร้อน 40 C ก็อยู่ได้ แต่การออกดอกจะมีปัญหา เพราะการเจริญเติบโตของลำต้นและใบดีเนื่องจากมีแสงมาก

       สายพันธุ์นี้มีรสหวาน กลิ่นหอม เนื้อสีเขียว ลูกลมสวย ลายตาข่ายชัดเจน เปลือกบาง แทบจะกินเนื้อได้หมดเหลือเศษน้อยมาก ต่างกับเมล่อนพันธุ์ผสมบางพันธุ์ที่เปลือกหนา มีเนื้อให้กินน้อย เมล่อนพันธุ์คิโมจิตอนตัดผลใหม่ๆเนื้อจะกรอบ เมื่อเก็บไว้สัก 3-5 วันเนื้อจะฉ่ำและหวานขึ้นนิดหน่อย ตอนตัดสดจะวัดความหวานได้ 15 องศาบริกซ์ขึ้นไป (หน่วยวัดความหวานคือองศาบริกซ์) ขนาดกำลังดีน้ำหนักต่อผลอยู่ที่ 1.5-2.0 กิโลกรัม

ปัจจัยที่ทำให้เมล่อนออกมาผลผลิตดี

        ปัจจัยพื้นฐานในการปลูกเมล่อนที่มือใหม่ควรศึกษาก่อนมีดังนี้

  1. การคัดเลือกสายพันธุ์ ศึกษาคุณสมบัติของแต่ละสายพันธุ์อย่างละเอียด ข้อดี ข้อเสีย
  2. การเตรียมโรงเรือน มีความแข็งแรง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อากาศถ่ายเท ป้องกันฝนได้ดี
  3. การวางระบบน้ำ เป็นระบบน้ำหยด มีการจ่าน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมปริมาณและเวลาได้
  4. การปลูก แบ่งระยะการเพาะเมล็ดการย้ายเข้าโรงเรือน ภาชนะปลูกใช้ถูกหนาขนาด 14*14 นิ้ว วัสดุต้องสะอาด
  5. ปุ๋ย มีความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับปุ๋ย ช่วงเวลาและปริมาณให้อย่างเพียงพอ
  6. การผสมเกสร คัดเลือกดอกใหญ่สมบูรณ์ ทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย เมื่อติดให้เลือกผลที่สมบูรณ์ รูปทรงสวย ผิวเรียบ

ระบบไฮโดรโปนิกส์

         ใช้เวลาศึกษา 4-5 เดือน ก็พบว่ามีวิธีการปลูก 2 แบบ คือปลูกกลางแจ้งกับปลูกในโรงเรือน เลยศึกษาต่อว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง พบคำตอบว่าการปลูกกลางแจ้งต้องใช้ยาฆ่าแมลงและใช้สารเคมีช่วยแก้ปัญหาเรื่องแมลง ความชื้นและเชื้อไวรัส ซึ่งเราตั้งไวไว้แล้วว่าจะทำให้ฟาร์มบางหว้าเมล่อนเป็นฟาร์มปลอดสาร

เราจึงเลือกปปลูกในโรงเรือนและไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อให้ปลอดภันทั้งคนกินและคนปลูก คทนี่เข้ามาเยี่ยมชมฟาร์มก็ปลอดภัย ช่วงนั้นได้ทดทองปลูกหลายสายพันธุ์จนมาลงตัวที่สายพันธุ์คิโมจิ เพราทนต่อโรค อร่อยและคนนิยม นอกจากขายผลผลิตได้เรายังเปิดฟาร์มให้เข้ามาศ฿กษาไดด้วย

ผมคิดว่าเกินครึ่งของคนี่เข้ามาที่ฟาร์มนั้น้ตองการศึกษาวิธีปลูก ซึ่งเราตั้งใจไว้แล้วว่าจะพยายามเผยแพร่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยมฟาร์ม เราก็มีความสุขไปด้วย

  ระบบไฮโดรโปนิกส์

           คือการปลูกพืชในน้ำที่มีธาตุอาหารที่จะเป็นต่อพืชละลายอยู่ หรือปลูกในวัสดุปลูกทดแทนดินและรดน้ำด้วยสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งทางฟาร์มบางหว้าเมล่อนให้วิธีปลูกในถุงโดยใช้ขุยมะพร้าวเป็นตัวช่วยให้รากยึดเกาะ เนื่องจากเมล่อนมีรากยาวต่างจากผักสลัดที่มีอายุแค่ 40 กว่าวัน น้ำหนักเบาและรากสั้น

ข้อดีของการปลูกเมล่อนด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์

  1. เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดิน เช่น ดินเปรี้ยวหรือเค็มจัด
  2. เมื่อรากดูดน้ำเข้าไปก็เจอธาตุอาหารที่ละลายอยู่ในน้ำทันที ทำให้พืชได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการ
  3. ลดความยุ่งมากในขั้นตอนการเตรียมดิน
  4. ไม่เสี่ยงต่อโรคหรือเชื้อราที่แพร่กระจายในดิน
  5. ใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืชแบบดินในขั้นตอนจัดเตรียมแปลงปลูก การกำจัดวัชพืช
  6. สามารถทำได้ในพื้นที่จำกัด ปลูกได้จำนวนมากกว่าในขนาดพื้นที่เท่ากัน
  7. เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียเวลาพักดินไถพรวน หรือใส่ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงดิน
  8. ผลเมล่อนจะเปลือกบาง เนื้อเยอะ

เมล่อนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะผล ได้แก่

     ร็อคเมล่อน (Rock melon) เปลือกภายนอกแข็ง มีลายขรุขระเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นร่างแห

เน็ตเมล่อน (Netted melon) ผิวภายนอกขรุขระ มลายร่างแผ่คลุมเปลือกด้านนอกไว้ทั้งผล กลิ่นหอม มีเนื้อสีเขียวหรือส้ม

เมล่อนผิวเรียบ (Inodorous) ผิวของเปลือกผลเรียบไม่เป็นร่างแห หรือที่นิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป

การปลูกเมล่อนในโรงเรือน

เมล่อนเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องแมลงและอากาศดังนั้นการปลูกเมล่อนในโรงเรือนจึงช่วยให้ดูแลและควบคุมแมลงศัตรูพืชได้อย่างโดยไม่ต้องสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงเลย ถือว่าเป็นการลดภาระเรื่องยาฆ่าแมลงและยังปลอดภัยต่อผู้ปลูกและผู้ซื้อ รวมถึงผูกเชือกแขวนผลหรือพันต้นได้สะดวก อีกทั้งยังสมารถป้องกันน้ำฝนที่เป็นสาเหตุของโรคเชื้อราทางใบและโรครากเน่าโคนเน่าได้อีกด้วย แม้การสร้างโรงเรือนจะใช้เงินลงทุนสูงกว่าแต่ก็จ่ายเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ได้ค่อนข้างนานซึ่งถือว่าคุ้มมาก

ที่มาและหลักการของฟาร์มบางหว้าเมล่อน

       คุณโหน่ง เจ้าของฟาร์มบางหว้าเมล่อนเล่าว่า “ก่อนหน้าที่จะมาจับงานเกษตร เคยทำงานเป็นวิศวกรมาก่อน จากนั้นผันตัวมาทำธุรกิจฟาร์มกุ้งและเปิดร้นอาหารมานานถึง 10 ปี จนวันหนึ่งเกิดมีความคิดว่าอยากเป็นเกษตรกร อยากลูกผักปลอดสาร เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา”

วันหนึ่งบังเอิญได้มีโอกาสกินเมล่อนแล้วติดใจในความหอมหวานและอร่อยแบบไม่เคยกินมาก่อน เลยมีความคิดว่าอยากจะศึกษาไว้เพื่อปลูกกินเอง ในช่วงแรกใช้วิธีศึกษาด้วยตัวเองจากอินเตอร์เน็ต ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ และไปดูตามฟาร์มต่างๆในต่างวังหวัด ซึ่งแต่ละที่ก็มีวิธารปลูกที่ต่างกันออกไป แต่สนใจวิธีหนึ่งก็คือ ระบบไอโดรโปนิกส์ เป็นการปลูกแบบไม่ใช้ดิน ห้ปุ๋ยแบบสารละลาย ทำการปลูกในถุงโดยใช้วัสดุปลูกเป็นขุยมะพร้าว ช่วงแรกทลองปลูกกับสายพันธุ์ทั่วไปก่อน คือเมล็ดพันธุ์กรีนเนตที่ใส่ซองชาย โดยปลูกกลางแจ้ง ระหว่างปลูกก็เจอปัญหาทั้งแมลงศัตรูพืชและฝนทำให้ไมได้ผลผลิต จึงเริ่มศึกษาดูงานเพิ่มเติมอย่างจริงจัง

ถิ่นกำเนิด

เมล่อนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ลักษณะคล้ายแตงไทย สามารถปลูกได้เกือบทุกภาคในประเทศไทย เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายหรือดินที่ระบายน้ำได้ดีไม่ชอบน้ำขัง เพราะจะส่งผลให้เมล่อนติดเชื้อราได้ง่าย ชอบอากาศอุ่นถึงร้อนแต่ไม่ร้อนจัด ไม่ชอบฝนตกชุกและจะหยุดชะงักการเจริญเติบโตตั้งแต่ในระยะต้นกล้าเมื่อเจออากาศหนาวจัด ดังนั้นหากปลูกเมล่อนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องดูแลใสใจ ทั้ง ดิน น้ำ ปุ๋ย รวมถึงการป้องกันกำจัดโรคและแมลงอย่างใกล้ชิด อีกทั้งการเลือกสายพันธุ์ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก

เมล่อนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามลักษณะผลได้แก่

ร๊อคเมล่อน(Rock melon)

เปลือกภายนอกแข็ง มีลายขรุขระเล็กน้อยไม่ถึงกับเป็นร่างแห

เน็ตเมล่อน(Netted melon)

ผิวภายนอกขรุขระ มีลายร่างแหแผ่คลุม เปลือกด้านนอกไว้ทั้งผม กลิ่นหอม มีเนื้อสีเขียวหรือส้ม

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ชื่อสามัญ        Cantaloupe Melon Muskmelon

ชื่อทางวิทยาศาสตร์       Cucumis melo L. var. cantaloupensis

วงศ์               Cucurbitaceae

ราก เป็นระบบรากแก้ว อาจเจริญในแนวดิ่งลึก มีรากแขนงเจริญ ในแนวนอนในระดับความลึกประมาณ 30 เซนติเมตรจากผิวดิน

ใบ เป็นใบเดียวอยู่แบบสลับกัน ขอบใบเป็นหยัก มีขน ผิวใบหยาบ ขรุขระ

ลำต้น เป็นพืชเถาเลื้อยตามดินหรือตามกิ่งไม้ ยาวประมาณ 2-3 เมตร ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน มีขนและมีหยวดสำหรับยึดเกาะขณะเจริญเติบโต

ดอก ดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกันตั้งแต่อยู่บนต้นเดียวกัน

ดอกตัวผู้มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลับดอกสีเหลือง 5 กลับ อับละอองเกสร 3 อับ และก้านชูเกสรสั้น

ดอกตัวเมียมีกลีบเลี้ยงสีเขียว กลับดอกสีเหลืองมี 5 กลับ อับละออกเกสรตัวผู้ 3 อับ ล้อมรอบเกสรตัวเมียที่มี 3-5 แฉก รังไข่ มีลักษณะกลม ดอกจะบานตอนเช้าแล้วหุบตอนบ่าย

ผล พัฒนามาจากรังไข่ของดอกตัวเมีย มีลักษณะแตกต่างกันตามสายพันธุ์บางพันธุ์มีร่างแหปกคลุม บางพันธุ์ผิวเรียบ บางพันธุ์มีร่องเป็นทางยาวจากขั้วผลถึงท้ายบางพันธุ์มีเนื้อสีเหลือง

 

MELON
“สิ่งสำคัญในการปลูกเมล่อนคือ ต้องใส่ใจและมุ่งมั่น”
เมล่อนเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้แต่เป็นพืชที่ปลูกยาก ไม่ทนโรคและแมลง ไม่ทนแดด ไม่ทนฝน และไม่ทนต่ออากาศหนาวจัด แต่ด้วยรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อนุ่มมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ชวนให้ลิ้มลอง ใช้ระยะเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวไม่นานอยู่ที่ราวๆ 80 วันหลังจากหยอดเมล็ดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเก็บผลผลิตได้เร็วเมื่อเทียบกับไม้ผลชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังได้รับผลตอบแทนหอมหวานพอๆ กับรสชาติของเมล่อนเลยทีเดียว ทำให้หายๆ คนอยากมาลองปลูกกัน ถือเป็นพืชอีกชนิดที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะเวลาอันสั้ตนเลยก็ว่าได้
ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพและอาหารการกินกันมาก ความต้องการบริโภคพืชผักปลอดสารพิษก็มากขึ้นตาม การปลูกเมล่อนแบบไฮโดรโปนิกส์หรือการปลูกแบบไร้ดินในโรงเรียน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กำลังเป็นที่สนใจ นอกจากปลอดภัยต่อคนกินยังปลอดภัยต่อผู้ปลูก ที่สำคัญคือพืชผักปลอดสารพิษขายได้ราคาดีกว่าพืชที่ใช้ยาฆ่าแมลง แม้ขั้นตอนการปลูกจะยุ่งยากแต่ก็ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกร ทั้งยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ยังสามารถปลูกได้ในระยะชิดกว่าการปลูกในดิน และสามารถปลูกได้ต่อเนื่องกันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการระบาดของโรคทางดินอย่างโรครากเน่าที่มักระบาดในฤดูฝนอีกด้วย

ถิ่นกำเนิด
เมล่อนมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ลักษณะคล้ายแตงไทย สามารถปลูกได้เกือบทุกภาคในประเทศไทย เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายหรือดินที่ระบายน้ำได้ดีไม่ชอบน้ำขัง เพราะจะส่งผลให้เมล่อนติดเชื้อราได้ง่าย ชอบอากาศอบอุ่นถึงร้อนแต่ไม่ร้อนจัด ไม่ชอบฝนตกชุกและจะหยุดชะงักการเจริญเติบโตตั้งแต่ในระยะต้นกล้าเมื่อเจออากาศหนาวจัดดังนั้นหากปลูกเมล่อนในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจึงจำเป็นต้องดูแลใส่ใจทั้ง ดิน น้ำ ปุ๋ย รวมถึงการป้องกันกำจัดโรคและแมลง อย่างใกล้ชิด อีกทั้งการเลือกสายพันธุ์ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก