ข้อเสียการปลูกเมล่อนด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์

  1. ต้นทุนค่าปุ๋ยค่อนข้างสูง
  2. ต้องรอคอยระวังเรื่องความชื้น อาหารรากเน่า โคนเน่าที่จะพบในช่วงปลายของการปลูก แต่เมื่อเทียบกับการปลูกในดินแล้วก็ยังถือว่าจัดการได้ง่ายกว่า
  3. ขนาดของผลจะเล็กกว่าการปลูกลงดิน

      ลักษณะของสายพันธุ์เมล่อนคิโมจิ

      คิโมจิเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้ ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองไทย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25-35 C ขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางทีในหน้าร้อน 40 C ก็อยู่ได้ แต่การออกดอกจะมีปัญหา เพราะการเจริญเติบโตของลำต้นและใบดีเนื่องจากมีแสงมาก

       สายพันธุ์นี้มีรสหวาน กลิ่นหอม เนื้อสีเขียว ลูกลมสวย ลายตาข่ายชัดเจน เปลือกบาง แทบจะกินเนื้อได้หมดเหลือเศษน้อยมาก ต่างกับเมล่อนพันธุ์ผสมบางพันธุ์ที่เปลือกหนา มีเนื้อให้กินน้อย เมล่อนพันธุ์คิโมจิตอนตัดผลใหม่ๆเนื้อจะกรอบ เมื่อเก็บไว้สัก 3-5 วันเนื้อจะฉ่ำและหวานขึ้นนิดหน่อย ตอนตัดสดจะวัดความหวานได้ 15 องศาบริกซ์ขึ้นไป (หน่วยวัดความหวานคือองศาบริกซ์) ขนาดกำลังดีน้ำหนักต่อผลอยู่ที่ 1.5-2.0 กิโลกรัม

ปัจจัยที่ทำให้เมล่อนออกมาผลผลิตดี

        ปัจจัยพื้นฐานในการปลูกเมล่อนที่มือใหม่ควรศึกษาก่อนมีดังนี้

  1. การคัดเลือกสายพันธุ์ ศึกษาคุณสมบัติของแต่ละสายพันธุ์อย่างละเอียด ข้อดี ข้อเสีย
  2. การเตรียมโรงเรือน มีความแข็งแรง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อากาศถ่ายเท ป้องกันฝนได้ดี
  3. การวางระบบน้ำ เป็นระบบน้ำหยด มีการจ่าน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมปริมาณและเวลาได้
  4. การปลูก แบ่งระยะการเพาะเมล็ดการย้ายเข้าโรงเรือน ภาชนะปลูกใช้ถูกหนาขนาด 14*14 นิ้ว วัสดุต้องสะอาด
  5. ปุ๋ย มีความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับปุ๋ย ช่วงเวลาและปริมาณให้อย่างเพียงพอ
  6. การผสมเกสร คัดเลือกดอกใหญ่สมบูรณ์ ทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย เมื่อติดให้เลือกผลที่สมบูรณ์ รูปทรงสวย ผิวเรียบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *